เครือข่ายท้องถิ่นไทย
http://www.thailocal.net

 

 

คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่วุฒิสภา

 รายงานฉบับย่อเรื่อง การสร้างความเข้มแข็งองค์กรปกครองท้องถิ่น (ต่อ)

โดย   นายสมพงษ์ พัดปุย    และคณะ

 ที่ปรึกษาประจำ คณะกรรมาธิการ การมีส่วนร่วมของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 

 บทที่ ๒ -  บทที่

 

บทที่ ๒  ชุมชนท้องถิ่นกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ 

รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐   ก่อให้เกิดมิติใหม่การมีส่วนร่วมของประชาชน  กำหนดให้มีการกระจายอำนาจ    ได้ทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและมีทิศทางพัฒนาท้องถิ่น
อย่างชัดเจน   โดยจัดให้กลไกการบริหารแบ่งเป็นสองส่วน และแบ่งแยกอำนาจหน้าที่กันชัดเจน   คือ  ระบบ “การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น”   และ ระบบ “การบริหารราชกานส่วนกลาง”  
 และให้มีการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม

มีกลไกดำเนินการ ก็คือ  แผนกระจายอำนาจ  คณะกรรมการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่น  และ คณะกรรมการบริหารบุคคลท้องถิ่น    ให้มี พรบ.แผนและขั้นตอน
การกระจายอำนาจ ๒๕๔๒  เป็นกฎหมายกำหนดรายละเอียด  เพื่อให้การกระจายอำนาจเป็นจริง รัฐธรรมนูญได้กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการให้เสร็จใน ๑๐ ปี  พร้อมกำหนดให้กระจาย
งบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ ของงบประมาณแผ่นดินในปี พ.ศ.๒๕๔๙  

โดยกระแสประชาธิปไตย และ การเปิดโอกาสของรัฐธรรมนูญ  ทำให้ประชาชนตื่นตัวเรียกร้องการต่อหน่วยงานส่วนกลางเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร  สวัสดิการ
 และ สิทธิชุมชน

จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐  ก็คือไม่ได้สร้างการเชื่อมโยงระหว่าง อปท.ซึ่งได้รับการถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง ให้ถึงประชาชน   ได้มีมาตรการทางอ้อม  ให้ประชาชน
เข้าชื่อปลดผู้บริหาร อปท.ได้ แต่ในทางปฎิบัติทำได้ยาก ตลอดระยะเวลาสิบปี    มีนายก อบต.เพียงแห่งเดียวที่ถูกประชาชนปลดตามมาตรานี้  กฎหมายให้อำนาจแก่ส่วนกลางละเลยบทบาท
ประชาชนและองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.)   ประชาชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร   ระบบราชการยังเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐  ได้ยืนยันการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่น      ให้มี “องค์กรพิทักษ์คุณธรรม”     กำหนดหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ
 การเข้าร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้มีการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมาภิบาล

 

กฎหมายใหม่ที่เกี่ยวกับ ท้องถิ่น

๑.   ร่างพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ๒๕๕๐    สาระคือ ให้ยกฐานะกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็น “ผู้ช่วยนายอำเภอ”  ให้นายอำเภอทำหน้าที่
คัดกรอบประวัติบุคคลที่จะสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน และให้ประชาชนเลือกตั้ง  มีอายุทำงานจนครบเกษียณ อายุ ๖๐ ปี    ผู้ใหญ่บ้าเลือกกันเองเป็นกำนัน

๒.   พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗ ) พ.ศ.๒๕๕๐   กำหนดให้ผู้ว่าฯ ดึงการมีส่วนร่วมกับทุกส่วนทั้งภาครัฐและประชาชนต้องมาร่วม
ทำแผนพัฒนาจังหวัด และแผนกลุ่มจังหวัด  ซึ่งทุกฝ่ายต้องปฎิบัติตามแผนนี้ด้วย
  

๓.   พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๐    สาระคือ รับรองฐานะองค์กรชุมชน โดยจดทะเบียนกับผู้ใหญ่บ้านจัดตั้งเป็น “สภาองค์กรชุมชนตำบล” 
มีอำนาจหน้าที่ในการจัดประชุมประจำปี ทั้งระดับตำบล  ระดับจังหวัด  และระดับชาติ             

 

การมีกฎหมายหลายฉบับทำให้เกิดความ “ซ้ำซ้อนกันของอำนาจ”  ที่บังคับใช้กับชุมชนท้องถิ่น  อำนาจที่ส่วนกลางออกมีเนื้อหาค่อนไปทางเพิ่มอำนาจให้กับราชการ
ส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง  เป็นเป็นการซ้อนงาน อปท.  เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมพัฒนาองค์กรท้องถิ่น

 

การมีส่วนร่วม  

ประชาชนยังไม่ได้มีมีส่วนร่วมยังไม่เป็นจริง   ซึ่งวัดจากอำนาจการตัดสินใจ  การทำแผนถูกกำหนดโดยราชการ เป็น “แผนความอยากได้” ไม่ใช่แผนเพื่อพัฒนา 

 

บทที่ ๓ มาตรฐานองค์กรปกครองท้องถิ่นที่สังคมยอมรับ

 

ในบรรยากาศ  รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ประชาคมภายนอกมีความคิดเห็นและความคาดหวังต่อ อปท.หลากหลาย


๑) นักวิชาการและภารประชาสังคม ความคาดหวังต่อบทบาท อปท.อย่างอุดมคติให้เป็นองค์กรแห่งการพัฒนาท้องถิ่น     
๒) ประชาชนรากหญ้าต้องการให้ อบต.สนองความต้องการ   
๓)   กลุ่มกิจกรรมชุมชน  ต้องการเข้าร่วม   และต้องการตรวจสอบ   และ 
๔) หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง
   ต้องการให้ อปท.อยู่ในกรอบการควบคุมดูแลของระบบ

กลุ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอยากเห็น  “อปท.เป็นองค์กรประสานสามัคคีองค์กรและกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง  อยากให้ อปท.
ส่งเสริมสนับสนุนสร้างความมั่นคงต่อประชาชน  สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องได้ ในเรื่องของงานอาชีพ ในเรื่องที่อยู่อาศัย การที่ชุมชนจะต้อง
มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีความสุข องค์รวมของการเป็นชุมชน”

 ความจริงเบื้องหลังของการคาดหวังก็คือ  สาธารณะชนทั่วไปยัง “ไม่รู้จักองค์กรปกครองท้องถิ่นเพียงพอ” เนื่องจากโดยภาพรวมประเทศ ขาดการเผยแพร่
และการศึกษาเรื่องท้องถิ่น
 

มาตรการส่งเสริมให้ อปท.มีบทบาทสนองรัฐธรรมนูญในการกระจายอำนาจ

 

๑) ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย  ซึ่งต้องแก้ไขบทบาทหน้าที่ ของ อบต.  ทั้งฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายสภา อบต.     กระบวนการทำงาน การตัดสินใจ
ขององค์กรท้องถิ่น ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม  ควรถือการมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการบรรทัดฐานที่จะนำสู่การตัดสินใจ   

             ๒) ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีการบริหารงานเป็นธรรมาภิบาล  มีเหตุผล  ประชาชนมีส่วนร่วม   มีประสิทธิภาพ  มีความโปร่งใสตรวจสอบได้

                ๓)  ประชาชนต้องเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารใด ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และเข้าถึงอย่างสะดวก ทุกซอกทุกมุม  การออกกฎหมายทีมีเรื่องตรงกับท้องถิ่น ยังไม่พอ 
ต้องแก้กฎหมายอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนได้         

๔) สร้างสถานะให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะ อบต. หรือ อบจ.  มีความรับผิดชอบ(Accountable)  กับท้องถิ่น ไม่ใช่ แต่รับผิดชอบต่อ
กระทรวงมหาดไทย หรือ ต่อหน่วยราชการต่าง ๆ ที่มีภารกิจงานเฉพาะเรื่องเพื่อสนองต่อผลประโยชน์โดยรวมของชาติ   ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีอำนาจ
จริงที่จะแก้ปัญหารากฐานของท้องถิ่น
   

                ๕) องค์กรประชาชนควรได้รับการรับรองทางกฎหมาย โดยส่วนกลาง หรือ องค์กรปกครองท้องถิ่นก็ได้    เพรา ประชาชนและองค์กรของประชาชนจะถูก
ฝ่ายราชการหลีกเลี่ยงที่จะรับรอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีความเห็นขัดแย้งกับหน่วยราชการ หรือ องค์กรปกครองท้องถิ่น  เป็นเหตุผลทำให้ “เลี่ยงบาลี”  

 

บทสรุปผู้บริหาร - บทที่ ๑        บทที่ ๒-๓          บทที่ ๔-๕             บทที่ ๖-๗

 

 
 
  สถาบันการพัฒนาพื้นฐาน องค์กรในการดูแลของ มูลนิธิการพัฒนาพื้นฐาน
100/22 ซอยดำรงลัทธพิพัฒน์ , ถนนอาจณรงค์, เขตคลองเตย, กรุงเทพฯ 10110  โทรศัพท์. (02) 671-6911 โทรสาร (02) 671-6910
E-mail: webmaster   http://www.grassrootsthai.net  

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2550  ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537