|
|
|
รายงานผลการดำเนินการ |
|||
| คำนำ |
รายงานประจำภาค |
|||
| รายงานผลดำเนินการ - บทสรุปผู้บริหาร | ภาคเหนือ | |||
| - กระบวนการทำงานและแผนงาน (ผังประกอบ) | ภาคใต้ | |||
| - ผลการดำเนินการ | ภาคตะวันออก | |||
| - ภารกิจขยายผลพัฒนาประชาธิปไตย | ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ | |||
| ภาคผนวก | ภาคกลาง | |||
|
รายงานผลการดำเนินการ โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมือง มกราคม 2550 กันยายน 2550 คณะกรรมการอำนายการส่งเสริมประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี |
||||
|
||||
|
ข้อเสนอจากท้องถิ่นต่อร่างรัฐธรรมนูญ 1) รัฐพึงปกป้องคุ้มครองภาคเกษตรกรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นยุทธศาสตร์หลักการพัฒนาประเทศ 2) รัฐพึงกำหนดนโยบายและมีมาตรการ การอนุรักษ์จัดการ แหล่งน้ำ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 3) ให้ ชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นองค์กรตัดสินใจและจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น 4) ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น องค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้ คณะกรรมการไตรภาคีองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับชาติ 5) การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการพัฒนา เป็นสิทธิของประชาชน ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง 6) ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาชนมิสิทธิจัดการศึกษา ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐาน การศึกษาของชาติ รัฐต้องเอื้ออำนวย 7) ชุมชนมีสิทธิในการจัดระบบสวัสดิการของชุมชนและบริหารด้วยตนเอง รัฐเอื้ออำนวย 8) ให้มีการจัดตั้ง สภาเกษตรกร รัฐต้องสนับสนุนให้มีกองทุนเพื่อการดำเนินงานของสภาเกษตรกร 9) ให้จัดตั้ง ศาลเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร 10) จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น มีบทบาทสอดคล้ององค์กรปกครองท้องถิ่น บนพื้นฐานของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น
|
||||
|
|
||||
|
ความเป็นมา โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมือง เป็น โครงการภายใต้ อนุกรรมการการมีส่วนร่วม ของ คณะกรรมการอำนวยการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร (คกก.สรป.) แต่งตั้งโดย นายกรัฐมนตรี โดยมี รองศาสตราจารย์ วิทยากร เชียงกูร เป็นประธาน นโยบายรัฐบาล - ให้ส่งเสริมประชาชน ทั่วถึงทุกกลุ่ม ครอบคลุมทุกพื้นที่ ให้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยเน้นว่า รัฐบาลไม่มีธง ไม่ชี้นำ
โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญฯ ลักษณะโครงการ โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมืองเป็นหนึ่งใน 45 โครงการของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ จุฬานนท์ โดยมี ร.ศ.วิทยากร เชียงกูร เป็นประธาน จุดเด่นของโครงการ คือ เน้นพื้นที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันของพลังหลักในท้องถิ่น ได้แก่ ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ องค์กรปกครองท้องถิ่น ยกระดับจากความขัดแย้ง และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเรียนรู้ทางการเมือง ได้จัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด จัดเวทีระดมความเห็นระดับตำบล นำมาสรุปภาพรวมในระดับจังหวัด หลังจากนั้นจะนำมาสรุปที่ส่วนกลาง นำเสนอต่อ สสร. พร้อมกับให้ประชาชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมกันพัฒนา นโยบายและกลไกการมีส่วนร่วมในแต่ละพื้นที่ เพื่อการพัฒนาการเมืองอย่างต่อเนื่อง งบประมาณ - โครงการฯ ได้รับงบประมาณจำนวน 7 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการรวม 7 เดือน (มีนาคม - กันยายน 2550) กลุ่มเป้าหมาย กำหนดให้ตำบลเป็นเป้าหมาย ประมาณ 700 ตำบลทั่วประเทศ โดยการประสานงานของเครือข่ายจังหวัด การบริหาร มูลนิธิกองทุนเพื่อสังคม (นายวัชรพงษ์ คงมั่น เป็นประธาน) เป็นคู่สัญญามาดำเนินการ ได้จัดกลไกเพื่อให้ภาคีต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วม ได้แก่ 1) คณะทำงานประสานงานระดับท้องถิ่นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ แต่งตั้งโดยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการมีส่วนร่วมฯ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 2) คณะทำงานจังหวัด ทำหน้าที่ประสานงานในจังหวัด แต่งตั้งโดยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการมีส่วนร่วมฯ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 3) คณะประสานงานภาค ทำหน้าที่ประสานกิจกรรมภาคสนาม ในระดับภาค และ กับส่วนกลาง แต่งตั้งโดย ประธานคณะทำงานประสานงานระดับท้องถิ่น ฯ (นายสมพงษ์ พัดปุย)
|
||||
|
|
||||
|
การจัดตั้งกลไกทำงานในท้องถิ่น คณะกรรมการอำนวยการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร (คกก.สรป.) ได้มีคำสั่งจัดตั้งคณะทำงานประจำจังหวัด รวม 62 จังหวัด ประกอบด้วย องค์กรปกครองท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มประชาสังคม และ ผู้แทนภาคประชาชน เพื่อเป็นคณะทำงานประสานงานขับเคลื่อนการรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญและประสานงานระดับจังหวัด โดยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ (ภาคผนวก) 1) ให้คณะทำงานกำหนดรูปแบบขององค์กรได้ตามความเหมาะสม 2) ประสานงานขอความร่วมมือ หน่วยราชการ องค์กรของรัฐ และ องค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร 3) จัดทำแผนและฝึกอบรมวิทยากรกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน 4) แต่งตั้งบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ของคณะทำงานฯ 5) ติดตามและประสานการดำเนินการตามโครงการในส่วนรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมและรณรงค์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 6) รายงานผลการดำเนินงานให้คณะอนุกรรมการทราบเป็นประจำทุกเดือน 7) ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่คณะอนุกรรมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมและรณรงค์หรือประธานอนุกรรมการฯ มอบหมาย
การจัดเวทีระดมความเห็น โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดเวที และ จัดการประชุมรวม 389 ครั้ง ดังนี้ 1) เวทีระดับจังหวัดรวมประมาณ 65 ครั้ง 2) เวทีระดับตำบลประมาณ 310 เวที (เฉลี่ยจังหวัดละ 5 เวที) 3) ประชุมระดับภาครวม 10 ครั้ง 4) การประชุมภาคสรุปความเห็นส่วนกลาง รวม 4 ครั้ง
ปัญหาของประชาชนท้องถิ่น จากเวทีระดมความเห็นจากทุกภาค พบว่า การนำประเทศเข้าสู่โลกาภิวัตน์โดยขาดการเตรียมการ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม คนชั้นล่างและ เกษตรกร ยากจนพอกพูนหนี้สิน ขาดความมั่นคงในชีวิต มีความสับสนในสถานการณ์บ้านเมือง ปัญหาสำคัญได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติถูกผู้มีทุน/มีอำนาจยึดครอง การให้บริการของรัฐเหลื่อมล้ำ (อาทิ สาธารณสุข การศึกษา ความปลอดภัย ฯลฯ) คนชนบทได้รับการบริการจากรัฐน้อยกว่าคนเมือง ประชาชนชั้นล่างเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารทางราชการ หน่วยงานรัฐจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน และ ไม่โปร่งใส ยังไม่สามารถปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในทางการเมืองประชาชนฐานรากโน้มเอียงไปตามนักการเมืองและผู้อุปถัมภ์ในท้องถิ่น เข้ามาเรียกร้องแก้ปัญหารัฐบาล ยังไม่ได้รับการสนอง
ประเด็นจากท้องถิ่นเสนอต่อร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอของประชาชนและท้องถิ่นสรุปสาระสำคัญดังนี้ 1) รัฐพึงปกป้องคุ้มครองภาคเกษตรกรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นวาระแห่งชาติ ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นยุทธศาสตร์หลักการพัฒนาประเทศ 2) รัฐพึงกำหนดนโยบายและมีมาตรการ การอนุรักษ์จัดการ แหล่งน้ำ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 3) ให้ ชุมชนเป็นองค์กรตัดสินใจและจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น มี องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นองค์กรกำกับการดำเนินงาน 4) ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น องค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้ คณะกรรมการไตรภาคีองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับชาติ รัฐต้องจัดสรรงบอุดหนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ภายในระยะเวลา 5 ปี การกำกับดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่นให้กระทำเพื่อเป็นการเสริมภาคประชาชนและเพื่อความเข้มแข็งขึ้นขององค์กรปกครองท้องถิ่น 5) การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการพัฒนา เป็นสิทธิของประชาชน ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง รัฐต้องเอื้ออำนวยส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น 6) ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาชนมิสิทธิจัดการศึกษา ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานการศึกษาของชาติ รัฐต้องเอื้ออำนวย 7) ชุมชนมีสิทธิในการจัดระบบสวัสดิการของชุมชนและบริหารด้วยตนเอง โดยรัฐต้องให้การสนับสนุน 8) ให้มีการจัดตั้ง สภาเกษตรกร มีหน้าที่กำหนดแผนแม่บทการเกษตร การพัฒนา การปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร 9) ให้จัดตั้ง ศาลเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ 10) รัฐพึงสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถ จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น บนพื้นฐานของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น
ปัญหาอุปสรรค การอนุมัติงบประมาณจากทำเนียบรัฐบาลล่าช้า บางจังหวัดผู้ประสานงานจังหวัดขาดความพร้อม การประสานงานกับหน่วยงานทำหน้าที่ยังไม่ดีนัก เช่น สสร. กระทรวงมหาดไทย
ความสำเร็จ ข้อเสนอ(ร่วมกับโครงการอื่น) ได้รับการบรรจุใน ร่าง รธน.รับ 28 ประเด็น (จากข้อเสนอ 70 ประเด็น) สรุปประเด็นเพื่อดำเนินการต่อในกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง เช่น เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เกษตรกร สาธารณสุข แรงงาน ชุมชนเมือง องค์กรปกครองท้องถิ่น เกิดคณะประสานงานบูรณาการ (สำนักนายกฯ ทหาร องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน) บูรณาการขบวนการพัฒนา พื้นที่จังหวัด มีจังหวัดนำร่องเป็นตัวอย่าง สร้างภาคีใหม่ เช่น กก.สิทธมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรปกครองท้องถิ่น สสส. เชื่อมร้อยขบวนได้เป็นเอกภาพ ข่ายกิจกรรม - สสร. สนช. - สื่อ สามารถก่อกระแสนำ
ผลสะเทือนการพัฒนากลไกเชิงรุก 1. เกิดพื้นที่บูรณาการตัวอย่าง ในการพัฒนาจากฐานราก พื้นที่นำร่องจำนวน ๑๕ จังหวัด
2. สร้างนโยบายและความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่นต่อเนื่อง ได้แก่ - ร่วมมือกับสมาคม อบต. กำหนดแนวทาง อบต.เป็นเครื่องมือของประชาชน เพื่อ การพัฒนายั่งยืน และพัฒนาประชาธิไตยในท้องถิ่น
- ร่วมมือกับ สสส.และ กระทรวงมหาดไทย ใน โครงการทั่วถิ่นไทย ลดละเลิก แอลกอฮอลล์
- ร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมในโครงการ จัดทำยุทธศาสตร์สังคมจังหวัด
3. จัดตั้ง สถาบันเครือข่ายภาคพลเมือง เป็นกลไกกลาง ในการเชื่อมร้อยและสร้างความเข้มแข็งชุมชนเป็น - เครือข่ายระดับประเทศ ในการฝึกอบรม ประสานงาน ส่งเสริมกิจกรรมในพื้นที่
4. เชื่อมโยง ชุมชนท้องถิ่นกับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย คุณคุณสมพงษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของ สนช. และ เป็นประธานคณะศึกษาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเสนอกฎหมายและพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น
5. ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดตั้ง เป็นเครือข่ายวิชาการของท้องถิ่น |
||||
