โครงการ 
“ท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปการเมือง  พ.. 2550”

   

รายงานผลการดำเนินการ
โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
ดำเนินการโดย  มูลนิธิกองทุนเพื่อสังคมไทย ในฐานะองค์กรรับผิดชอบโครงการ

คำนำ

รายงานประจำภาค

รายงานผลดำเนินการ - บทสรุปผู้บริหาร ภาคเหนือ
                                - กระบวนการทำงานและแผนงาน (ผังประกอบ) ภาคใต้
                                - ผลการดำเนินการ ภาคตะวันออก
                                - ภารกิจขยายผลพัฒนาประชาธิปไตย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคผนวก ภาคกลาง

รายงานผลการดำเนินการ

โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมือง 

มกราคม 2550 – กันยายน  2550

คณะกรรมการอำนายการส่งเสริมประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร  สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

 รายงานสรุปผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30  กันยายน  2550

ความเป็นมา

นายกรัฐมนตรี (พลเอกสุรยุทธ จุฬานนท์) ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง   คณะกรรมการอำนวยการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร (คกก.สรป.)     โดยมี รองศาสตราจารย์ วิทยากร  เชียงกูร  เป็นประธานคณะกรรมการ    และ รองศาสตรจารย์ ดร.ธีรภัทร  เสรีรังสรรค์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา   

รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรนูญ พ.ศ.2550   ให้ทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่ม   ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเน้นว่า รัฐบาลไม่มีธง  ไม่ชี้นำ    รัฐบาลได้ให้งบประมาณโครงการรณรงค์รวมทั้งสิน  45 โครงการ   ระยะเวลาดำเนินการระหว่างวันที่ 8 มีนาคม ถึง  30   กันยายน  2550  

โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมืองเป็นหนึ่งในโครงการดังกล่าว  จุดเด่นของโครงการ คือ  เน้นพื้นที่เป็นเป้าหมาย  เป็นการสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันของพลังหลักในท้องถิ่น ได้แก่  ชุมชน  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ องค์กรปกครองท้องถิ่น   ยกระดับจากความขัดแย้ง  และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเรียนรู้ทางการเมือง     ได้จัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด  จัดเวทีระดมความเห็นระดับตำบล  นำมาสรุปภาพรวมในระดับจังหวัด  หลังจากนั้นจะนำมาสรุปที่ส่วนกลาง  นำเสนอต่อ สสร.  พร้อมกับให้ประชาชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมกันพัฒนา นโยบายและกลไกการมีส่วนร่วมในแต่ละพื้นที่ เพื่อการพัฒนาการเมืองอย่างต่อเนื่อง

 สรุปปัญหาของชุมชนท้องถิ่น

ปัญหา -   ปัญหาธรรมชาติและ การยึดครองทรัพยากรธรรมชาติโดยผู้มีทุน/มีอำนาจ เป็นผลกระทบการดำรงชีวิต  เกษตรกรยากจนพอกพูนหนี้สิน  คนชั้นล่างในเมืองขาดที่อยู่อาศัย   เผชิญปัญหาสังคม  ยาเสพติด  ขาดความมั่นคงในชีวิต   โดยภาพรวมเกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น

สาเหตุ -  นโยบายรัฐนำพาประเทศเข้าสู่โลกาภิวัฒน์โดยขาดการเตรียมพร้อม  หน่วยงานรัฐยังทำงาน “แบบราชการ”  มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส      การให้บริการของรัฐเหลื่อมล้ำ คนชนบทได้รับการบริการจากรัฐน้อยกว่าคนเมือง  ประชาชนชั้นล่างเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารมีความสับสนในสถานการณ์บ้านเมือง  ถูกชักจูงทางการเมืองโดยระบบอุปถัมภ์

 

ข้อเสนอจากท้องถิ่นต่อร่างรัฐธรรมนูญ 

                1) “รัฐพึงปกป้องคุ้มครองภาคเกษตรกรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”   ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นยุทธศาสตร์หลักการพัฒนาประเทศ

                2)  รัฐพึงกำหนดนโยบายและมีมาตรการ “การอนุรักษ์จัดการ แหล่งน้ำ” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

                3) ให้ ชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นองค์กรตัดสินใจและจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น

                4) ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น องค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้ “คณะกรรมการไตรภาคีองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับชาติ” 

                5)  การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการพัฒนา เป็นสิทธิของประชาชน ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง  

                6) ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาชนมิสิทธิจัดการศึกษา ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐาน การศึกษาของชาติ   รัฐต้องเอื้ออำนวย

7) ชุมชนมีสิทธิในการจัดระบบสวัสดิการของชุมชนและบริหารด้วยตนเอง รัฐเอื้ออำนวย

8) ให้มีการจัดตั้ง “สภาเกษตรกร”   รัฐต้องสนับสนุนให้มีกองทุนเพื่อการดำเนินงานของสภาเกษตรกร

9) ให้จัดตั้ง “ศาลเกษตรกร” เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร 

10) จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น  มีบทบาทสอดคล้ององค์กรปกครองท้องถิ่น บนพื้นฐานของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น  

 

 

 
 

ความเป็นมา

โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมือง เป็น โครงการภายใต้ อนุกรรมการการมีส่วนร่วม  ของ คณะกรรมการอำนวยการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร (คกก.สรป.)  แต่งตั้งโดย นายกรัฐมนตรี โดยมี รองศาสตราจารย์ วิทยากร  เชียงกูร  เป็นประธาน

นโยบายรัฐบาล -  ให้ส่งเสริมประชาชน  ทั่วถึงทุกกลุ่ม   ครอบคลุมทุกพื้นที่  ให้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ  โดยเน้นว่า รัฐบาลไม่มีธง  ไม่ชี้นำ 

 

โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญฯ

ลักษณะโครงการ

โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญและปฎิรูปการเมืองเป็นหนึ่งใน  45 โครงการของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ภายใต้การกำกับดูแลของ “คณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร”  ซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ  จุฬานนท์    โดยมี ร.ศ.วิทยากร  เชียงกูร  เป็นประธาน 

จุดเด่นของโครงการ คือ  เน้นพื้นที่เป็นเป้าหมาย  เป็นการสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันของพลังหลักในท้องถิ่น ได้แก่  ชุมชน  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ องค์กรปกครองท้องถิ่น   ยกระดับจากความขัดแย้ง  และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเรียนรู้ทางการเมือง     ได้จัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด  จัดเวทีระดมความเห็นระดับตำบล  นำมาสรุปภาพรวมในระดับจังหวัด  หลังจากนั้นจะนำมาสรุปที่ส่วนกลาง  นำเสนอต่อ สสร.  พร้อมกับให้ประชาชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมกันพัฒนา นโยบายและกลไกการมีส่วนร่วมในแต่ละพื้นที่ เพื่อการพัฒนาการเมืองอย่างต่อเนื่อง

งบประมาณ  -  

โครงการฯ ได้รับงบประมาณจำนวน 7  ล้านบาท   ระยะเวลาดำเนินการรวม 7  เดือน (มีนาคม -  กันยายน 2550) 

กลุ่มเป้าหมาย

 กำหนดให้ตำบลเป็นเป้าหมาย ประมาณ 700 ตำบลทั่วประเทศ โดยการประสานงานของเครือข่ายจังหวัด 

การบริหาร

มูลนิธิกองทุนเพื่อสังคม (นายวัชรพงษ์ คงมั่น เป็นประธาน)  เป็นคู่สัญญามาดำเนินการ   ได้จัดกลไกเพื่อให้ภาคีต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วม  ได้แก่

1) “คณะทำงานประสานงานระดับท้องถิ่นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน”  ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ   แต่งตั้งโดยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการมีส่วนร่วมฯ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

2) “คณะทำงานจังหวัด”  ทำหน้าที่ประสานงานในจังหวัด  แต่งตั้งโดยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการมีส่วนร่วมฯ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

3)  คณะประสานงานภาค  ทำหน้าที่ประสานกิจกรรมภาคสนาม ในระดับภาค และ กับส่วนกลาง  แต่งตั้งโดย  ประธานคณะทำงานประสานงานระดับท้องถิ่น ฯ (นายสมพงษ์  พัดปุย)

 

 

การจัดตั้งกลไกทำงานในท้องถิ่น

คณะกรรมการอำนวยการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร (คกก.สรป.)  ได้มีคำสั่งจัดตั้งคณะทำงานประจำจังหวัด รวม   62  จังหวัด     ประกอบด้วย องค์กรปกครองท้องถิ่น  กำนันผู้ใหญ่บ้าน  กลุ่มประชาสังคม  และ ผู้แทนภาคประชาชน  เพื่อเป็นคณะทำงานประสานงานขับเคลื่อนการรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญและประสานงานระดับจังหวัด  โดยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ (ภาคผนวก)

1)      ให้คณะทำงานกำหนดรูปแบบขององค์กรได้ตามความเหมาะสม

2)    ประสานงานขอความร่วมมือ  หน่วยราชการ  องค์กรของรัฐ  และ องค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร

3)      จัดทำแผนและฝึกอบรมวิทยากรกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน

4)      แต่งตั้งบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ของคณะทำงานฯ

5)    ติดตามและประสานการดำเนินการตามโครงการในส่วนรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมและรณรงค์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

6)      รายงานผลการดำเนินงานให้คณะอนุกรรมการทราบเป็นประจำทุกเดือน

7)    ปฏิบัติงานอื่นๆ  ตามที่คณะอนุกรรมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมและรณรงค์หรือประธานอนุกรรมการฯ  มอบหมาย

 

การจัดเวทีระดมความเห็น       

โครงการท้องถิ่นร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดเวที และ จัดการประชุมรวม    389    ครั้ง  ดังนี้

1)      เวทีระดับจังหวัดรวมประมาณ  65   ครั้ง  

2)      เวทีระดับตำบลประมาณ  310  เวที (เฉลี่ยจังหวัดละ 5  เวที) 

3)      ประชุมระดับภาครวม   10  ครั้ง       

4)      การประชุมภาคสรุปความเห็นส่วนกลาง รวม 4  ครั้ง

 

ปัญหาของประชาชนท้องถิ่น

จากเวทีระดมความเห็นจากทุกภาค พบว่า  การนำประเทศเข้าสู่โลกาภิวัตน์โดยขาดการเตรียมการ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม   คนชั้นล่างและ เกษตรกร  ยากจนพอกพูนหนี้สิน  ขาดความมั่นคงในชีวิต  มีความสับสนในสถานการณ์บ้านเมือง  ปัญหาสำคัญได้แก่  ทรัพยากรธรรมชาติถูกผู้มีทุน/มีอำนาจยึดครอง     การให้บริการของรัฐเหลื่อมล้ำ (อาทิ  สาธารณสุข  การศึกษา  ความปลอดภัย   ฯลฯ)    คนชนบทได้รับการบริการจากรัฐน้อยกว่าคนเมือง  ประชาชนชั้นล่างเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารทางราชการ

หน่วยงานรัฐจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน และ ไม่โปร่งใส  ยังไม่สามารถปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม     ในทางการเมืองประชาชนฐานรากโน้มเอียงไปตามนักการเมืองและผู้อุปถัมภ์ในท้องถิ่น    เข้ามาเรียกร้องแก้ปัญหารัฐบาล ยังไม่ได้รับการสนอง

 

ประเด็นจากท้องถิ่นเสนอต่อร่างรัฐธรรมนูญ           

ข้อเสนอของประชาชนและท้องถิ่นสรุปสาระสำคัญดังนี้

            1) “รัฐพึงปกป้องคุ้มครองภาคเกษตรกรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ถือเป็นวาระแห่งชาติ   ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นยุทธศาสตร์หลักการพัฒนาประเทศ

            2)  รัฐพึงกำหนดนโยบายและมีมาตรการ “การอนุรักษ์จัดการ แหล่งน้ำ” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

            3) ให้ “ชุมชนเป็นองค์กรตัดสินใจและจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น”  มี องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นองค์กรกำกับการดำเนินงาน

            4)  ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น  องค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้ “คณะกรรมการไตรภาคีองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับชาติ”  รัฐต้องจัดสรรงบอุดหนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35  ภายในระยะเวลา 5 ปี    การกำกับดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่นให้กระทำเพื่อเป็นการเสริมภาคประชาชนและเพื่อความเข้มแข็งขึ้นขององค์กรปกครองท้องถิ่น  

            5) “การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการพัฒนา เป็นสิทธิของประชาชน”  ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง  รัฐต้องเอื้ออำนวยส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น

            6) ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาชนมิสิทธิจัดการศึกษา   ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานการศึกษาของชาติ   รัฐต้องเอื้ออำนวย

7) ชุมชนมีสิทธิในการจัดระบบสวัสดิการของชุมชนและบริหารด้วยตนเอง  โดยรัฐต้องให้การสนับสนุน

8) ให้มีการจัดตั้ง “สภาเกษตรกร”  มีหน้าที่กำหนดแผนแม่บทการเกษตร  การพัฒนา การปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร

9) ให้จัดตั้ง “ศาลเกษตรกร” เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร  ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

10) รัฐพึงสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถ จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น  บนพื้นฐานของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น  

 

ปัญหาอุปสรรค

            การอนุมัติงบประมาณจากทำเนียบรัฐบาลล่าช้า   

บางจังหวัดผู้ประสานงานจังหวัดขาดความพร้อม

            การประสานงานกับหน่วยงานทำหน้าที่ยังไม่ดีนัก เช่น  สสร.   กระทรวงมหาดไทย

 

ความสำเร็จ

            •  ข้อเสนอ(ร่วมกับโครงการอื่น) ได้รับการบรรจุใน ร่าง รธน.รับ 28 ประเด็น (จากข้อเสนอ 70 ประเด็น)

            •   สรุปประเด็นเพื่อดำเนินการต่อในกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง       เช่น     เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม   เกษตรกร  สาธารณสุข  แรงงาน  ชุมชนเมือง    องค์กรปกครองท้องถิ่น

            •  เกิดคณะประสานงานบูรณาการ (สำนักนายกฯ   ทหาร   องค์กรปกครองท้องถิ่น    ภาคประชาชน)

•  บูรณาการขบวนการพัฒนา  พื้นที่จังหวัด  มีจังหวัดนำร่องเป็นตัวอย่าง 

•  สร้างภาคีใหม่    เช่น  กก.สิทธมนุษยชนแห่งชาติ    องค์กรปกครองท้องถิ่น  สสส.   

•  เชื่อมร้อยขบวนได้เป็นเอกภาพ  ข่ายกิจกรรม -  สสร.  – สนช.  -  สื่อ   สามารถก่อกระแสนำ

 

ผลสะเทือนการพัฒนากลไกเชิงรุก

1.      เกิดพื้นที่บูรณาการตัวอย่าง ในการพัฒนาจากฐานราก  พื้นที่นำร่องจำนวน  ๑๕ จังหวัด

 

2.      สร้างนโยบายและความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่นต่อเนื่อง  ได้แก่

-         ร่วมมือกับสมาคม อบต. กำหนดแนวทาง  “ อบต.เป็นเครื่องมือของประชาชน  เพื่อ การพัฒนายั่งยืน และพัฒนาประชาธิไตยในท้องถิ่น”

 

-         ร่วมมือกับ สสส.และ กระทรวงมหาดไทย ใน  “โครงการทั่วถิ่นไทย ลดละเลิก แอลกอฮอลล์”

 

-         ร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมในโครงการ จัดทำยุทธศาสตร์สังคมจังหวัด

 

3.      จัดตั้ง “สถาบันเครือข่ายภาคพลเมือง” เป็นกลไกกลาง  ในการเชื่อมร้อยและสร้างความเข้มแข็งชุมชนเป็น

-         เครือข่ายระดับประเทศ  ในการฝึกอบรม  ประสานงาน  ส่งเสริมกิจกรรมในพื้นที่

 

4.      เชื่อมโยง ชุมชนท้องถิ่นกับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

 โดย คุณคุณสมพงษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของ สนช. และ เป็นประธานคณะศึกษาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  เพื่อเสนอกฎหมายและพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น

 

5.      ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น  สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ  และ มหาวิทยาลัยรังสิต  จัดตั้ง เป็นเครือข่ายวิชาการของท้องถิ่น

 

กลับไปสารบัญ ด้านบน