2.การประชุมไลฟ์สากล LIFE GAC 2006 ที่ประเทศไทย

การประชุมประจำปี โครงการไลฟ์สากล 2546 (LIFE GAC Workshop 2003)
โดย โครงการ ไลฟ์  และ สถาบันการพัฒนาพื้นฐาน

 

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง กระบวนการเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลท้องถิ่นประเทศไทย
โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

วันที่ 24 พฤศจิกายน  2546 ณ. ห้องประชุมองค์กรสหประชาชาติ

               

  “ท่านผู้แทนยูเอ็นดีพี   ผู้ประสานางานไลฟ์สากล ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมขอแสดงความยินดีกับยูเอ็นดีพีกับโครงการไลฟ์ที่ได้มาจับเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางสังคม ผมขอใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องในประเทศไทยประสบการณ์ในระดับล่าง และในระดับนโยบาย ร่วมทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญที่มิสเตอร์อิงแลนด์พูดถึง เพราะผมเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยที่เสนอเป็นครั้งแรกให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ให้มีการปฎิรูปการเมือง”

                ท่านผู้มีเกียรติครับ เรื่องที่เรามาประชุมกันวันนี้เป็นเรื่องความคิดทางเชิงสร้างทางสังคม เมื่อก่อนนี้เมื่อมีปัญหาอะไร เกี่ยวกับมนุษย์ เรื่องคนจน ต่างๆ เรามองว่าเป็นปัญหาบุคคล ของปัจเจกบุคคล เราพูดกันหลายสิบปี เรื่อง โง่ จน เจ็บ เพราะโง่จึงจน เพราะจนถึงโง่และเจ็บ เราพูดวนเวียนกันอยู่อย่างนั้นเป็นเรื่องบุคคล   ตอนหลังเราบอกว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าเราไม่สนใจเรื่องโครงสร้าง เราจะแก้ปัญหาไม่ได้  เราวนเวียนอยู่นานกับเรื่อง โง่ จน เจ็บ  เรื่องโครงสร้างในประทศไทยเราเป็นอย่างนี้ครับ  เมื่อก่อนเราพัฒนาเราสนใจเฉพาะข้างบน สนใจสร้างความร่ำรวยข้างบนโดยให้ข้างบนเอาเปรียบข้างล่าง เสร็จแล้วสังคมทั้งหมดก็ทรุดตัวลง เหมือนโครงสร้างอื่นๆ เช่น ตึกนี้จะขึ้นสูงและมั่นคงได้ เพราะฐานแข็งแรง ถ้าฐานไม่แข็งแรงตึกก็ยุบตัวลงสังคมก็เช่นเดียวกัน ถ้าฐานของสังคมต้องแข็งแรงสังคมถึงจะเติบใหญ่และมั่นคงได้   ในระยะสิบกว่าปีมานี้เราสนใจเรื่องโครงสร้างที่เรียกว่า ฐานล่างของสังคม ถ้าฐานล่างของสังคมเข้มแข็ง สังคมทั้งหมดจะมั่นคง ตัวนี้เป็นแนวคิดหลักว่า ฐานล่างของสังคมทั้งหมดแข็งแรง สังคมทั้งหมดมั่นคง 

                ที่นี้ถ้าถามว่า ฐานล่างของสังคม คืออะไร  ฐานล่างของสังคม คือ ชุมชน ท้องถิ่น ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนความคิดและนโยบายจากการส่งเสริมความร่ำรวยข้างบนลงมาเป็นความสนใจข้างล่าง     ผมจะเล่าให้ฟังเป็นลำดับถึงการปฏิบัติ   ถึงนโยบายจนถึงองค์กรที่จะมาสนับสนุนแนวทางนี้ ผมจะเล่าให้ฟังตัวอย่างจากข้างล่างก่อน
 


       ขณะนี้มีชุมชนประมาณหนึ่งพันตำบลที่รวมตัวทำวิจัยเรื่องของเขาเอง การวิจัยเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทรงพลังที่จะแก้ปัญหาความยากจน และแก้ปัญหาอื่นๆ ขณะนี้ชาวบ้านในเมืองไทยได้ร่วมตัวกันทำวิจัย แต่ก่อนนี้เมื่อพูดถึงการวิจัย เรามองว่าต้องเป็นนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย จากสถาบันวิจัยที่เข้าไปวิจัยชุมชน โฉบเข้าไปวิจัยแล้วออกมาเขียนรายงานวิจัย ได้ตำแหน่งทางวิชาการ แต่ชาวบ้านเหมือนเดิม อันนั้นเป็นการวิจัยที่ล้าสมัย  การวิจัยใหม่ คือ ชาวบ้านเป็นผู้วิจัยเอง  ชาวบ้านเขาประกาศเอง เช่น ผู้ใหญ่โกเมศ ที่นครศรีธรรมราช ประกาศว่าถ้าคนอื่นเป็นคนรวบรวมข้อมูล ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปใช้ข้อมูลได้  ชาวบ้านต้องเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเองจึงจะสามารถใช้ข้อมูลนั้นได้  ขณะนี้มีชาวบ้านกำลังมีชาวบ้านในชุมชนประมาณพันตำบลที่กำลังทำกระบวนการนี้อยู่ คือ เป็นผู้วิจัยเอง     อาจารย์เสรี พงศ์พิศ  ใช้คำว่า ประชาพิจัย คือการวิจัยโดยประชาชน  วิจัยเรื่องชุมชนเองว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง  มีหนี้สินกับใคร จำนวนเท่าไร ทำไมถึงเป็นหนี้ จากการวิจัยอันนี้ทำให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกใหม่ เพราะเห็นข้อมูลจาการวิจัย เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการผลิต ยกตัวอย่างเช่น  เดิมชาวบ้านโดยการชักนำของรัฐให้ทำการผลิตพืชเชิงเดี่ยว เช่น มันสำปะหลัง อย่างเดียว อ้อยอย่างเดียว ปออย่างเดียว ใน30-40 ปีที่ผ่านมาการปลูกเชิงเดี่ยวทำให้เสียสมดุลอย่างแรง ทั้งสมดุลในชีวิตและสิ่งแวดล้อม  ถ้าเราไม่ดูเรื่องอาชีพเราจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้โดยเด็ดขาด  คนไทยทำอย่างนั้นใน 40 ปีคนไทยทำลายป่าไม้ไปกว่าเท่าตัวของที่มี   

ข้อมูลเพิ่มเติมการอบรมทำแผนชุมชน กทม

                ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่  351 ล้านไร่  เมื่อ 45 ปีก่อนมีพื้นที่ป่าไม้กว่า 220  ล้านไร่   ภายใน 45 ปี ที่มีการพัฒนาสมัยใหม่ พื้นที่เป็นป่าลดน้อยลงเหลือ 80 ล้านไร่  จากกว่า 220 ล้านไร่ เพราะอาชีพการปลูกพืชเชิงเดี่ยว  ชาวบ้านค้นพบจากการวิจัยว่าทำไมเขาเป็นหนี้ ปลูกปอ ปลูกมันสำประหลังได้กี่กิโล ขายราคาในตลาดได้กิโลเท่าไร   ดูว่าได้เงินเท่าไร คิดว่าต้องซื้อกินทุกอย่างเป็นเงินเท่าไร คำนวณแล้วขาดทุน งานหนักมากขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น ชีวิตล้มละลายมากขึ้น ต้องอพยพเข้าเมือง พ่อแม่ลูกกระจายเป็นบ้านแตก เกิดบ้านแตก ชุมชนแตก สิ่งแวดล้อมแตก  ชาวบ้านเมื่อวิจัยแล้วคนพบความจริงข้อนี้ ได้ปรับการทำอาชีพจากอย่างเดียว  เปลี่ยนมาเป็นเกษตรผสมผสาน ทำทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ทำ ทำให้มีกินอิ่มมาก เมื่อทำเกษตรผสมผสานทำให้สิ่งแวดล้อมกลับคืนมา ผู้ใหญ่วิบูลย์ อยู่ฉะเชิงเทราปลูกมันสำปะหลังอยู่อย่างเดียวนาน 20 ปี    พอเปลี่ยนเป็นเกษตรผสมผสานมีพืชเกิดอีก 600 ชนิด เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ  ชาวบ้านเปลี่ยนแปลงเกิดการทำอาชีพเป็น 40-50 อาชีพ  เชื่องโยงเป็นเครือข่ายกลุ่มอาชีพ  ชาวบ้านค้นพบการทำเกษตรผสมผสาน สีข้าวแล้วเอารำที่ได้มาเลี้ยงหมู ปลายข้าวเลี้ยงไก่ ขี้ไก่เลี้ยงปลา ทำผลไม้ เอาผลไม้แปรรูปอาหาร เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชน มาถึงจุดนี้ชาวบ้านหายจนแล้ว  หลุดหนี้ เงินออมเพิ่มขึ้น ต้นไม้เพิ่มขึ้นเพราะทำเกษตรผสมผสาน สุขภาพดีขึ้น  มีกินอิ่ม มีเวลามากขึ้น สนใจเรื่องเด็กคนแก่ ธรรมะมากขึ้น อาชญากรรมาลดลง  อันนี้ไปดูได้ที่ผู้ใหญ่วิบูลย์ เมื่อก่อนมีการฆ่ากันตายทุกคืน เพราะคนเครียดมาก เป็นหนี้ งานหนัก  ตอนนี้อาชญากรรมตรงนี้หมดไป   ท่านทั้งหลายลองคิดว่า ถ้ามันมีอะไรทำให้ชีวิตดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น สังคมดีขึ้น ความรุนแรงหายไป  ตรงนี้จะเป็นอย่างไง    อันนี้คือ ความอยู่เย็นเป็นสุข   ชาวบ้านที่วิจัยแบบนี้ได้เอาผลวิจัยตรงนี้มาทำแผนแม่บทชุมชน  ที่ชาวบ้านทำกันเอง  

                แผนแม่บทชุมชน เป็นแผนที่มีการบูรณาการ ที่มีทั้ง อาชีพ เศรษฐกิจ  สังคม  สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา วัฒนธรรม พร้อมทุกอย่างเป็นแผนบูรณาการ  เมื่อเข้าขับเคลื่อนแผนแม่บทชุมชนได้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ความยากจนหลุดออก สิ่งแวดล้อมดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น  มีตัวอย่างมากในเมืองไทยขณะนี้  มีประมาณพันตำบลที่กำลังทำวิจัยและทำแผนแม่บทชุมชนในขณะนี้  เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นกระบวนการใหญ่ ที่ขับเคลื่อนอยู่ข้างล่าง  ผมเป็นกรรมการสภาพัฒน์อยู่ ตอนนี้สภาพัฒน์ได้เข้ามาร่วมตรงนี้ แล้วทำแผนสามปีให้ทุกตำบลทำวิจัยและสามารถทำแผนแม่บทชุมชนได้ อันนี้ผมคิดว่าอาจจะเร็วไปนิดหนึ่ง  ผมว่าอาจใช้เวลา 5 ปี ก็ได้  6 ปีก็ได้ ตามที่นายกฯ พูดว่าจะขจัดความยากจนภายใน 6 ปี หรือ ไม่อย่างนั้นใน 10 ปีก็ได้ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้มีแนวโน้มไปอย่างนี้แล้ว    อันนี้ต้องเรียนนิดหนึ่งว่า ถ้าเรามีแนวคิดต่างๆ ว่าอย่างนั้นมันดี อย่างนี้มันดี   เราต้องคิดเครื่องมือที่จะหนุนและขับเคลื่อนความคิด เรามีองค์กรที่จะช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้หลายองค์กรด้วยกัน จำเป็นต้องมีองค์กร  การพูดเฉยๆ มันไม่เกิด   บางทีในวงการนานาชาติ    ตัวอย่างที่ผมเคยเป็นประธานคณะกรรมการวิจัยสุขภาพขององค์การอนามัยโลกส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในการประชุมมีการพูดแนวคิด และวิธีการกันมาก แต่ไม่เกิดในประเทศสมาชิก เพราะขาดองค์กรขับเคลื่อน  เรื่องการปฎิรูปสุขภาพเมื่อ 20 ปีก่อนเป็นเรื่องที่ดีมากแต่ไม่เกิด  ในประเทศไทยเราสร้างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขเป็นเครื่องมือที่จะเคลื่อนงานซึ่งสร้างมาสิบปีแล้ว  

              เครื่องมือที่จะส่งเสริมตรงนี้ขณะนี้มีหลายองค์กรด้วยกัน  เช่น สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดย ความร่วมมือจากสี่องค์กร ได้แก่ มูลนิธิหมู่บ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส) การปิโตเลี่ยมฯ (ปตท) และ สวทช  ได้ตั้งร่วมกันตั้ง สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อส่งเสริมการรวมตัวของชาวบ้าน  ธกส ได้ปรับบทบาทจากเจ้าหนี้ของเกษตรกร มาเป็นเพื่อนร่วมพัฒนา   ธกส. มีสินทรัพย์กว่าสามแสนล้านบาททำงานกับกลุ่มเกษตรกรกว่า 280,000 กลุ่ม  ใน ธกส. มี มูลนิธิจำเนียร สาระนาถ ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของ ธกส. ในมูลนิธิมีสถาบันส่งเสริมเกษตรกร ที่ ธกส. สนับสนุนงบประมาณส่งเสริมงานอยู่ ปีนี้ได้ 150 ล้านบาท     ผู้จัดการสาขา ธกส.ทุกคนต้องลงไปอยู่กับชาวบ้าน ขุดดินร่วมกับชาวบ้านจะได้รู้จักและรักชาวบ้าน เพื่อจะได้ส่งเสริมได้ถูกต้อง  อีกองค์กรคือ พอช เรียกว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (มหาชน)  เป็นองค์กรของรัฐแต่ทำงานแบบเอกชน ไม่ใช่เอ็นจีโอ เกิดโดยกฤษฎีกา รัฐบาลให้เงินมา 2,800 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชน  มีคนมีประสบการณ์ทำงานอยู่ที่นั้นและไม่เป็นหน่วยราชการ ทำงานแบบเอกชนเปิดโอกาสให้คนเก่งมาทำงาน  

               ท่านผู้มีเกียรติครับ เรามีองค์กรอีกอันที่เราไปผลักดันให้ออกกฎหมายให้เก็บภาษีจากบุหรี่เหล้า 2%  มีกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานที่เราใช้แนวคิดการคลังเพื่อสังคม ได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีคลัง ตั้งแต่ รมต.สุรเกียรติ เป็นรัฐมนตรี ตอนนี้ไปเป็น รมต.ต่างประเทศ เราทำงานร่วมกับกระทรวงออกฎหมาย เก็บภาษีเพื่อเอามาตั้งกองทุน เรียกว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ มีเงินไหลเข้าวันละ 7-8 ล้านบาท ปีละ 1700-1800 ล้านบาท    องค์กรนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นหน่วยงานรัฐ ที่ได้ภาษี 2% แต่ทำงานแบบเอกชน   เงินที่ได้จากภาษีบุหรี่เหล้านี้นำไปสนับสนุนกิจกรรมสุขภาพ    ซึ่งไม่ใช่เรื่องของหมอ  หยูกยา โรงพยาบาล คำว่า สุขภาพ หมายถึง สุขภาวะ  ทางกาย จิต สังคม และทางจิตวิญญาณ    “Health is integral in total human and Social Development”  ซึ่งครอบคลุมทุกอย่างที่เรียกว่า ระบบสุขภาพ ไม่ว่า ความยากจน สิ่งแ วดล้อม ความเข้มแข็งของชุมชน การเรียนรู้ การสื่อสาร และทุกเรื่องจะเข้ามาตรงนี้หมด   ขณะนี้เรามีองค์กรเรียกว่า สสส  ที่มีเงินมาก มีอิสระไม่ใช่หน่วยราชการ   งานสนับสนุนที่สำคัญมีอยู่หลายโครงการที่สนับสนุนงานในพื้นที่ให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง  ให้เกิดท้องถิ่นที่เข้มแข็ง  ท้องถิ่นในประเทศไทยเราจะมองเห็นตัวชุมชนชัดอย่างที่เล่าให้ฟัง  ซึ่งกำลังเคลื่อนงานอยู่  จุดตรง อบต. เทศบาล  ประเด็นสำคัญ คือ การปรับความคิดจากการปกครองไปสู่การจัดการ   ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยมีโครงสร้างสังคมเป็นแนวดิ่งซึ่งจะคุ้นเคยกับการสั่งการ   การใช้อำนาจ  ตรงนี้ท้องถิ่นตรงนี้จะเป็นอบต หรือเทศบาลก็ตาม ต้องปรับจากการปกครอง   คนไทยจะคุ้นเคยถ้ามีองค์กรพวกนี้เมื่อไหร่ก็จะมีแนวคิดการปกครอง ผมคิดว่าตรงนี้ต้องปรับไปเป็นการจัดการ  หน้าที่ของท้องถิ่น คือการจัดการให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืน โดยเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ เข้ามา  คือ เรื่องอาชีพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สังคมเข้มแข็ง วัฒนธรรม ศาสนธรรม สุขภาพ  และโดยเฉพาะต้องอาศัยการเรียนรู้เป็นตัวเชื่อมโยงทั้งหมด     

            การเรียนรู้มี 3 เรื่องที่เกี่ยวพันกันอยู่ คือ เรื่องความรู้ ข้อมูลข่าวสารความรู้ต่างๆ     เรื่องการสื่อสาร  และเรื่องการเรียนรู้  เราต้องสนใจทั้งสามเรื่อง  ตัวอย่างการทำวิทยุชุมชน เป็นเรื่องที่ชาวบ้านทำได้ โดยรัฐไม่ต้องสนับสนุนเงินทุน  เพราะเครื่องส่งวิทยุราคาประมาณ 20,000 ถึง 400,000 บาท   รัศมีทำงาน 10-20 กิโลเมตร  ชาวบ้านจัดทำรายการกระจายเสียงเอง มีเรื่องหลักอยู่ 8 เรื่อง คือ เรื่องทำมาหากิน เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เรื่องการศึกษา เรื่องวัฒนธรรม เรื่องสุนทรียกรรม ต่างๆ เรื่องสุขภาพ เรื่องดินฟ้าอากาศ และเรื่องความเป็นไปของโลก ขณะนี้มีกว่าพันแห่งที่ทำงานกัน ดังนั้นถ้าเรามี 7,000 กว่าตำบล มีสถานีวิทยุชุมชน ทำกันเองรัฐไม่ต้องมาให้เงิน ผู้กระจายเสียงคือชุมชน เวลาเขากระจายเสียงไปอย่างนี้ปรากฏว่าชุมชนเข้มแข็งโดยรวดเร็ว  ขณะนี้มีอยู่พันกว่าแห่งแล้ว แต่อุปสรรคในขณะนี้ คือ  มันผิดกฎหมาย กฎหมายห้ามประชาชนทำวิทยุ ผมได้ไปเจรจากับอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์   ท่านอธิบดีก็ใจดีท่านบอกว่าทีสาโทยังให้ทำได้   แต่ทำไมวิทยุจะให้ทำไม่ได้  แต่ด้วยความที่เป็นกฎหมายก็ต้องเตือนแต่ยังไม่จับ เพราะการเป็นข้าราชการลำบากถ้ามีกฎหมายแล้วไม่ทำ จะมีคนมาเล่นงานได้  จึงจะมีการออกหนังสือเตือน ทีแรกชาวบ้านตกใจ ผมบอกว่าเขาเตือนไปอย่างนั้น ถ้าจับก็ทำอีก จนกระทั้งไม่จับ วันนี้ไม่จับแล้ว อันนี้เป็นตัวอย่างอีกอันของการสร้างความเข้มแข็งโดยรวดเร็ว  

               ภาพ : 22 มิถุนายน 46 คุณสมพงษ์ คุณอาจหาญ และคณะฯ  เป็นแขกรับเชิญ รายการวิทยุชุมชน "เสียงเสริมสร้างพลังชุมชน" ต.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่
เป็นตัวอย่างความร่วมมือของ องค์กรชาวบ้าน  ได้รับการสนับสนุนจาก  สสส และ เทศบาลตำบลช้างเผือก
ทพ.อุทัยวรรณ เป็นผู้ภาคีโครงการไลฟ์ ในระยะที่สอง ดำเนินการเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่

           มาถึงตรงนี้ผมอยากย้อนกลับมาถึงเรื่องการสนับสนุนเชิงนโยบาย ที่ผมเล่ามาเป็นการปฏิบัติในข้างล่าง  เครื่องมือที่จะส่งเสริม เราต้องมองเครื่องมือที่เป็นนโยบายและเครื่องมือที่เป็นองค์กรที่จะสนับสนุน ด้านทางนโยบายมีหลายเรื่องด้วยกัน เช่น ประการแรกแผนพัฒนาประเทศไทย  ตอนนี้เป็นแผนพัฒนาที่ 9 แล้ว เป็นแผนระยะห้าปี  บ่ายวันนี้ผมจะร่วมประชุมสภาพัฒน์ ต่อไปไม่มีแผนที่ 10 แล้ว ต่อไปเป็นแผนยุทธศาสตร์   ผมขอย้อนไปเล่าเรื่องแผนห้าปี    แผน 1-7 เป็นแผนที่เน้นเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง   แผนที่ เป็นแผนที่แปลกมาก อาศัยความร่วมมือของท้องถิ่นทั้งหมดมาทำแผน แล้วบอกว่าแผนนี้จะเอาการพัฒนาคนเป็นตัวตั้ง    แล้วยูเอ็นดีพีเข้าไปมีส่วนร่วมมากช่วงนั้นมีนายไมเคิล ไฮด์  ปีดีเซทเซอร์  ผู้แทนยูเอ็นดีพีคนก่อน   การพัฒนาคนยังคงใช้ต่อมาในแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 9  ประการที่สองรัฐธรรมนูญ  อย่างที่เรียนให้ทราบ เมื่อปี 2537 ผมได้รับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย ตัวคณะกรรมการชุดนี้เสนอแนะว่าควรจะการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เพื่อให้มีการปฎิรูปการเมือง  ผมในฐานะประธานได้ร่วมกับ อาจารย์บวรศักดิ์ และคนอื่นๆในการทำกรอบแนวคิดเรื่องนี้ที่จะทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ซึ่งมีหลายกรอบความคิดที่ผมจะไม่เล่ารายละเอียด แต่มีกรอบความคิดที่สำคัญอันหนึ่งที่เรียกว่า การเมืองของพลเมือง  การเมืองไม่ได้มีแก่การเมืองของนักการเมืองเท่านั้นแต่มีการเมืองของพลเมือง สิ่งนี้เป็นหลักใหญ่อันหนึ่งของรัฐธรรมนูญ   ในรัฐธรรมนูญที่ออกมาใช้ในปี 2540 มีการรับรองสิทธิของชุมชน ซึ่งผมเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญประเทศอื่นไม่มี อันนี้เป็นของแปลกใหม่ เพราะคนร่วมร่างรัฐธรรมนูญได้ไปร่วม และไปเข้าใจกระบวนการชุมชนที่ผมเล่าให้ฟัง  เพราะกระบวนการชุมชนที่ผมเล่าให้ฟังมันเกิดขึ้นมาก่อน  หลายคนที่ไปร่วมทำความเข้าใจตรงนั้นได้ใส่เรื่องสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ    ท่านทั้งหลายครับตรงนี้ถ้าทำความเข้าใจให้ดี   จะเห็นว่า ถ้าชุมชนมีสิทธิใน 4 อย่างต่อไปนี้จะหายจน เรียบร้อย ดูแลตัวเอง ดูแลสิ่งแวดล้อม และทุกอย่างได้   สิทธิ 4 อย่าง ของชุมชน คือ 1.  สิทธิในการทำมาหากิน  2. สิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน   3. สิทธิในการสื่อสาร  4. สิทธิในการมีระบบการเงินของชุมชน  ป้องกันการเอาเปรียบ  สิทธิทั้งสี่อย่างนี้จะทำให้ชุมชนหายจน ดังนั้นจึงมีความพยายามในการผลักดันเรื่องสิทธิชุมชน  เรื่องวิทยุชุมชนเป็นตัวอย่างสิทธิในการสื่อสาร

 

  เรื่องที่มาจากนโยบายมีเรื่องอื่นๆอีก รัฐบาลที่แล้วชุด นายกฯ ชวน โดยการผลักดันของเอ็นจีโอ นักวิชาการ ได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่จะส่งเสริมเรื่องชุมชนท้องถิ่น รัฐบาลที่แล้วได้ตั้งกองทุนเพื่อสังคม (Social Investment Fund – SIF) เรียกกันว่า ซิป  มีเงินประมาณ 4,800 ล้านบาท มีคุณอเนกเป็นผู้จัดการ  ซิปลงไปส่งเสริมการจัดการท้องถิ่นใช้เวลาสามปี ลงไปส่งเสริมตรงนั้นมาก   จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลทักษิณ แนวทางตรงนี้นี้ก็แรงมากขึ้น นายกฯใช้คำว่า “ดูอัลแทร็ก (Dual Track)” ต้องส่งเสริมให้ข้างล่างแข็งแรงไม่เช่นนั้นไม่ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่เศรษฐกิจล่มลงเกิดวิกฤติ รัฐบาลนี้เข้ามาได้รีบทำแนวทางนี้อย่างรวดเร็วอัดฉีดลงข้างล่าง ให้เศรษฐกิจข้างบนพึ่งข้างล่างมันมั่นคง เพราะข้างล่างมีอำนาจซื้อมาก เดิมถ้าเศรษฐกิจข้างบนไปพึ่งแต่ข้างนอก พอข้างนอกผันผวนก็ผันผวนตาม  ถ้าทั้ง 7,000 ตำบล หายจน  อำนาจซื้อจะมีมาก ซื้อวิทยุ ซื้อพัดลม  ซื้อร้อยแปด  เศรษฐกิจข้างบนก็จะมั่นคงมาก  รัฐบาลนี้จึงรีบอัดฉีดลงข้างล่างช่วยแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ที่เราเรียกว่า “ทักษิโนมิก”     ที่มีชื่อเสียงไปทั่ว   ดังนั้นโครงการไลฟ์น่าจะดีใจที่การช่วยอัดฉีดลงข้างล่างให้เข้มแข็งได้ช่วยแก้วิกฤติ    อีกองค์กรหนึ่งที่เข้ามามีส่วนคือ

           สภาพัฒน์ ขณะนี้ได้ประกาศวาระแห่งชาติ 4 เรื่อง  คือ 1. การแข่งขัน   2. เศรษฐกิจชุมชน   3. ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ 4. ทุนทางสังคม   วาระแห่งชาติทั้งสี่เรื่องนี้ต้องหาทางทำอย่างไรให้เชื่อมโยงกัน  มีคณะกรรมการแห่งชาติ บางชุดมีนายกเป็นประธาน เช่น การพัฒนาอย่างยั่งยืน  บางชุดมีรองนายกเป็นประธาน เช่น เรื่องการกระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค   บ่ายวันนี้ที่จะมีการประชุมสภาพัฒน์ จะมีการปรับตรงนี้   ต่อไปไม่ทำแผน 10 แล้ว ต้องทำแผนเชิงยุทธศาสตร์     การทำแผนอย่างเดียวไม่พอ   แผนเป็นแผนนิ่งวางอย่างไงก็อยู่อย่างนั้น   ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ คือทำงานข้ามกระทรวง งานจาก ครม.ไปกระทรวงจะทำงานยุทธศาสตร์ไม่ได้จะทำเฉพาะกระทรวง เฉพาะกรม  ยุทธศาสตร์ทำงานข้ามกรม เช่น ยุทธศาสตร์ความยากจน ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ต้องข้ามกระทรวง


               ภายในปีนี้รัฐบาลได้ทำยุทธศาสตร์เอาชนะยาเสพติด และได้ตั้งกลไกตรงนี้ขึ้น กลไกทางยุทธศาสตร์ มีรองนายกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธาน   รองนายกและคณะกรรมการต่างๆ ประชุมกันทุกวันพุธ  ทำงานอย่างเข้มข้น  สามารถเคลื่อนไปอย่างมีพลัง ตรงนี้พบว่าประเทศไทยขาดกลไกที่จะเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ การสร้างความเป็นเอกภาพ ความเข้าใจร่วมของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายนโยบาย ฝ่ายแผน ฝ่ายยุทธศาสตร์ ฝ่ายปฏิบัติ และฝ่ายสนับสนุนการปฏิบัติ  ให้เข้าใจร่วมกันและเคลื่อนงาน เมื่อเข้าใจร่วมกันก็ทำให้เคลื่อนได้เร็ว  ท่านผู้มีเกียรติครับผมได้ประชุมกับรองนายก ฯ กับ ท่านเลขาธิการ ปปส. พล.ต.อ ชิดชัย ซึ่งพบว่าเมื่อปราบยาเสพติดได้ ก็พบปัญหาความยากจน พวกที่เคยค้ายาพอค้าไม่ได้ก็จน    ตัวอย่างในกรุงเทพฯ ช่วงยาเสพติดมาก อาจารย์หมอวิชัย โปษยจินดา ได้ทดลองว่าเอาเงินให้เด็กในกรุงเทพฯ ในจุดใดจุดหนึ่งไปซื้อยาเสพติด  พบว่าเด็กกลับมาภายใน 6 นาที   แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วหาซื้อไม่ได้    ที่นี่มาดูว่าชนปัญหาความยากจนตรงไหน จากเดิมที่เคยหากินกับการขายยาเสพติด ตอนนี้หากินไม่ได้ จึงไปจี้ปล้นบนสะพานลอย ดังนั้นถ้าไม่ทำความยากจนให้สำเร็จมันจะวนเวียนเรื่องยาเสพติดก็จะแก้ต่อไปไม่ได้    ดังนั้นจึงตั้งศูนย์ต่อสู้ความยากจน มีศูนย์ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์  เนื่องจากเรามีประสบการณ์ข้างล่างมานานมาก ถ้าเรามีการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย   ก็จะทำให้การเคลื่อนเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อแก้ความยากจน พัฒนาสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม  ที่เรียกว่า พัฒนาอยากบูรณาการอย่างรวดเร็ว   

 

                ในบ่ายวันนี้สภาพัฒน์จะเสนอเรื่องใหม่ประการหนึ่ง คือ  เรื่องการพัฒนาความก้าวหน้า ความเจริญของประเทศ อย่าใช้ GDP อย่างเดียว จะต้องทำตัวชี้วัดสภาพทางสังคม  เป็นเครื่องชี้วัดคู่กันทุกสามเดือน ผมเสนอมานานแล้วว่า นอกจาก GDP  เราควรมี GDH (H= Happiness)  Happiness เป็นผลรวมของเศรษฐกิจ จิตใจ ครอบครัว สังคม  วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม  สุขภาพ พร้อมกันหมดออกมาเป็น Happiness  ดังนั้นควรสร้างเครื่องชี้วัด ความสุข  อันนี้จะทำให้การพัฒนามีความสมดุลมากขึ้นระหว่างเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน 

  มองย้อนกลับไปขณะนี้เรื่องชุมชนค่อนข้างชัดเจนแล้วการเคลื่อนค่อนข้างมีพลังมากมาก ยังขาดแต่เรื่อง อบต.     เรื่องเทศบาล ซึ่งต้องการปรับตัวไปสู่การจัดการส่งเสริม พัฒนาอย่างบูรณาการ ร่วมกับชุมชน ร่วมกับประชาคม มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดอำนาจที่มาควบคุมท้องถิ่น ต้องมีการทบทวนกฎหมายต่างๆ   ในขณะนี้มีเครือข่ายหลายองค์กรที่เชื่อมโยงกัน เรียกว่า เครือข่ายส่งเสริมการจัดการท้องถิ่น  ผมคิดว่าการจัดการที่ดี คือ การมีธรรมาภิบาล     เครือข่ายส่งเสริมการจัดการท้องถิ่น  มีคุณสมพงษ์ และหลายคนก็อยู่ในนั้นด้วย หลายคนอยู่ในนี้คุณอุดร ตันติสุนทร ประธานมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งท่านเป็นวุฒิสมาชิก มีองค์กรหลายองค์กรที่เข้ามาตรงนี้    

        ตรงนี้เองที่ผมคิดว่าตรงกับเรื่องของโครงการไลฟ์  ที่โครงการไลฟ์อยากส่งเสริมธรรมาภิบาลท้องถิ่น   เมื่อพูดมาทั้งหมดก็ย้อนมาถึงตรงนี้ซึ่งเป็นจุดสำคัญมาก  เรื่องไลฟ์ทำอยู่ในการไปส่งเสริมธรรมาภิบาลท้องถิ่น เมื่อท้องถิ่นแข็งแรงจัดการได้ เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการขึ้นมา    สังคมทั้งหมดก็จะดี เพราะสังคมทั้งหมดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่น ตรงนี้จึงเป็นหัวใจ และหวังว่าการประชุมของเราเป็นการแลกเปลี่ยน และต้องแลกเปลี่ยนไปทุกๆ ประเทศ  น่าทำวิจัยว่าทั้งหมดมีอะไรดีที่ประเทศไหนบ้าง เป็นการเรียนรู้ต่อกัน เอาการเรียนรู้มาเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเรียนรู้ที่ใหญ่และขยายตัวไปเรื่อยเพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นเกิดความแข็งแรง  มีธรรมาภิบาล เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืนขึ้นในทุกๆ ประเทศ   

              
6 ส.ค. 46 องค์กรท้องถิ่น อบต. ประชาสังคม และเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น
 ได้พบหารือ ศ.นพ.ประเวศ วะสี  เพื่อสร้างความร่วมมือให้เกิดภาคีส่งเสริมศักยภาพท้องถิ่น

              ในทุกประเทศเกิดมีการเชื่อมโยงแบบโลกาภิวัตน์แบบใหม่   ไม่ใช่แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โลกาภิวัฒน์แบบปัจจุบันค่อนข้างด้อยพัฒนาในความเห็นผม  เพราะโลกาภิวัตน์ที่บอกว่าใครจะไปแย่งชิงใครได้ เปิดเสรี  ผมคิดว่าโลกาภิวัตน์เราหนีไม่พ้นเพราะโลกเล็กลง   แต่มนุษย์ควรอยู่รวมกันด้วยความเอื้ออาทร ช่วยเหลือกัน รู้สึกว่า มนุษย์ทั้งหมด ธรรมชาติทั้งหมด เป็นหนึ่งเดียวเป็นหนึ่งเดียว “The Same Oneness”  ราต้องการปฏิวัติจิตสำนึกของมนุษย์ที่คับแคบ อยู่กับตัวเอง กับพวกตัวเอง ให้เป็นจิตสำนึกที่ใหญ่ เห็นความเป็นหนึ่งเดียว ของเพื่อนมนุษย์ทั้งหมด ของธรรมชาติทั้งหมด ถ้าตรงนั้นเกิดขึ้นทั้งหมดก็เป็นโลกเดียวกันชนิดใหม่ ที่เอื้ออาทร ต่างช่วยกัน  ดูแลกัน รักษาสิ่งแวดล้อม รักษาสุขภาพ ผมเองเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นไปได้    สมองมนุษย์เป็นสิ่งที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล   สมองมนุษย์มีเซลสมองอยู่แสนล้านตัว แต่ละตัวเชื่อมกับตัวอื่นๆ อีก เจ็ดหมื่นตัว มนุษย์มีการเรียนรู้  ศักยภาพการเรียนรู้นี้สูงสุด เรียนรู้จากความผิดพลาด จากความสำเร็จ  ขอให้มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติที่จะให้อยู่ร่วมกัน   ผมเชื่อว่าในอนาคต ถึงแม้ว่าเราจะพูดว่ามีวิกฤติในเรื่องต่างๆ  ด้วยการเรียนรู้ของมนุษย์ ผมเชื่อว่า มนุษย์จะสามารถสร้างการอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้ ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และ มนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม  ขอบพระคุณครับ

 เอกสารนี้เป็นบันทึกจากการประชุมวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546
ฝ่ายข้อมูลโครงการไลฟ์
  

 

   

[ กลับหน้าแรก   [ LIFE GAC 2003 ]

 


มูลนิธิการพัฒนาพื้นฐาน
 
สำนักงานประสานงาน 100/22 ซอยดำรงลัทธพิพัฒน์ , ถนนอาจณรงค์, แขวง/เขตคลองเตย, กรุงเทพฯ
  10110 . 
โทรศัพท์. (02) 671-6911 โทรสาร (02) 671-6910
E-mail: webmaster
    Homepage:
http://www.grassrootsthai.net/

Last Update : 28/03/2551