|
1.
เป้าหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น
(มาตรา
282-290)
สรุปได้ ดังนี้
1.1
รัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเอง
1.2
รัฐกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ
1.3
การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้อง
·
ให้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง
โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
·
ให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ฯ
ที่จะต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งอำนาจและหน้าที่
และการจัดสรรสัดส่วนภาษีอากร
โดยคำนึงถึงภาระหน้าที่ระหว่างรัฐกับท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเป็นสำคัญ
·
ให้มีคณะกรรมการขึ้นทำหน้าที่ในการแบ่งอำนาจและหน้าที่
และการจัดสรรสัดส่วนภาษีอากรดังกล่าวข้างต้น
1.4
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารหรือ
ผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ
4
ปี
1.5
ราษฎรมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงให้สมาชิกสภาหรือ
ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งได้
1.6
ราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่นให้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้
1.7
การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น
ต้องเป็นไปตามความต้องาการและความเหมาะสมของท้องถิ่น
และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อนตามที่กฎหมายบัญญัติ
1.8
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาศิลปะ วัฒนธรรม
ประเพณี ฯลฯ และจัดการศึกษาอบรมและการฝึกอาชีพ
ตามความต้องการของท้องถิ่น
1.9
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่
ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามที่กฎหมายบัญญัติ
2.
เป้าหมายตาม พ.ร.บ.
กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.
2542
2.1
ให้ถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการ
ดังต่อไปนี้ให้แก่ท้องถิ่นภายใน
4-10
ปี
1.
ภารกิจที่ซ้ำซ้อนระหว่างรัฐกับท้องถิ่น
ให้ถ่ายโอนให้ท้องถิ่นภายในระยะเวลา
4
ปี
2.
สำหรับภารกิจที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนให้ถ่ายโอนภายใน10ปี
2.2
กำหนดเป้าหมายการจัดสรรภาษีอากรและเงินอุดหนุนและรายได้อื่นๆ
ให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น
·
ปี
2544
ไม่น้อยกว่า ร้อยละ
20
ของรายได้รัฐบาล
·
ปี
2549
ไม่น้อยกว่า ร้อยละ
35
ของรายได้รัฐบาล
3.
ข้อเท็จจริงและปัญหาการปกครองส่วนท้องถิ่น
3.1
ปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรรายได้และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลให้แก่ท้องถิ่น
1)
ความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดหารายได้เองในภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำ
กล่าวคือ สามารถจัดหารายได้เองเพียงประมาณร้อยละ
12
ของรายได้รวมเท่านั้น
ตารางรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปีงบประมาณ
2545
|
ประเภทรายได้ |
จำนวน (ล้านบาท) |
ร้อยละของรายได้รวม |
|
รายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง |
21,084 |
12 |
|
รายได้ที่รัฐจัดเก็บแล้วแบ่งให้ท้องถิ่น |
77,492 |
44 |
|
รายได้จากเงินอุดหนุนของรัฐบาล |
77,273 |
44 |
|
รวม |
175,850 |
100 |
**
รายได้ที่ภาครัฐจัดสรรให้ท้องถิ่นคิดเป็นร้อยละ
88
2)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.
2540
มีบทบัญญัติเป็นหลักการที่สำคัญไว้ในมาตรา
284 (2)
เกี่ยวกับการจัดการรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า
"การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยคำนึงถึงภาระหน้าที่ ของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองเป็นสำคัญ"
แต่ในปัจจุบัน
การจัดสรรรายได้และเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ
มิได้ดำเนินการไปตามหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
แต่ได้มีการจัดสรรรายได้ให้แก่ท้องถิ่น
โดยถือเป้าหมายวงเงินในการจัดสรรตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ
ฯ พ.ศ.
2542
(ในปี
2544
ท้องถิ่นมีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ
20
ของรายได้รัฐบาล และปี
2549
ท้องถิ่นมีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ
35
ของรายได้รัฐบาล)
โดยมิได้ใช้หลักเกณฑ์ ภาระ หน้าที่
ความรับผิดชอบของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลักในการจัดสรรตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แต่อย่างใด
ดังนั้น จึงสมควรจะมีการทบทวนว่า
บทบัญญัติที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ
โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดวงเงินให้ท้องถิ่น สมควรจะแก้ไข
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ
3)
รัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดลำดับการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละปีงบประมาณ
สำหรับในปีงบประมาณ
2548
รัฐบาลมีรายจ่ายประจำคิดเป็นร้อยละ
75.4
(ในจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลกร
ร้อยละ
30
)
เมื่อรวมกับยอดชำระหนี้เงินกู้อีก ร้อยละ
3.5
จะมีงบลงทุนเพียงร้อยละ
21.1
ของงบประมาณรายจ่าย หากในปีต่อๆ ไป
รัฐบาลจะต้องจัดสรรเงินรายได้ให้ท้องถิ่น
เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนดให้ร้อยละ35
ของรายได้รัฐบาลภายในปี
2549
จะทำให้การพัฒนาประเทศด้านการลงทุนเกิดปัญหาอุปสรรคจนยากต่อการแก้ไข
4)
จำนวนเงินรายได้ที่จัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ต้องมีความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายในภารกิจที่มีการถ่ายโอนจากภาครัฐไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จึงจะทำให้เกิดความสมดุลย์ในบัญชีค่าใช้จ่ายภาครัฐ กล่าว คือ
การถ่ายโอนภารกิจจะต้องดำเนินการพร้อมกันไปกับเม็ดเงินและบุคลากรที่ติดอยู่กับภารกิจนั้น
การตั้งเป้าหมายจำนวนเงินที่จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามช่วงระยะเวลา
โดยไม่คำนึงถึงภารกิจที่มีการถ่ายโอนจะทำให้เป็นภาระของประเทศที่จะต้องหารายได้มาให้เพียงพอ
เพื่อจัดสรรให้แก่ท้องถิ่น
5)
การจัดสรรเงินภาครัฐไปให้กับท้องถิ่นในลักษณะของเงินรายได้และเงินอุดหนุน
จะต้องมีมาตรการกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาภาครัฐ
การจัดสรรเงินในลักษณะให้หลักความเป็นอิสระ
แต่อาจขัดกับหลักการบริหารงานที่ต้องให้หน่วยงานภาครัฐมีทิศทางในการพัฒนาไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักของการกระจายอำนาจที่มุ่งจะให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีขึ้น
3.2
ปัญหาที่เกิดจากจำนวนองค์กรปกครองท้องถิ่น
1
ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5
รูปแบบ
ประกอบด้วย
·
องค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน
75
แห่ง
·
เทศบาล จำนวน
1,129
แห่ง
·
องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน
6,744
แห่ง
·
กรุงเทพมหานคร
·
เมืองพัทยา
ซึ่งทั้ง
5
รูปแบบ มีจำนวนทั้งสิ้น
7,950
แห่ง
ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึงและก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา
2
ความซับซ้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีพื้นที่ซ้ำซ้อนเทศบาล
และองค์การบริหารส่วนตำบล
ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารงานของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายในการบริการกลุ่มเดียวกัน
3
ความขัดแย้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารงาน
แต่กฎหมายระบุให้ท้องถิ่นมีภารกิจที่คล้ายคลึงกันทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เช่นการจัดการขยะ น้ำเสีย สิ่งแวดล้อมในชุมชน
4
ขนาดพื้นที่ของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดรับผิดชอบพื้นทั้งจังหวัด
เทศบาลรับผิดชอบพื้นที่ ตั้งแต่
0.39- 148.96
ตร.กม. และองค์การบริหารส่วนตำบลรับผิดชอบพื้นที่ตั้งแต่
0.6-910
ตร.กม.
5
รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีรายได้ตั้งแต่
26,147,148
468,811,768
บาท เทศบาลมีรายได้ตั้งแต่
293,800 - 611,811,653
บาท
และองค์การบริหารส่วนตำบล มีรายได้ตั้งแต่
225,987 - 63,732,895
บาท
ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเหลือมล้ำทางรายได้
ซึ่งมีผลต่อการบริหารการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่
6
ประชากรของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความแตกต่างกันมาก กล่าวคือ
เทศบาลรับผิดชอบประชากรตั้งแต่
คน
297
ถึง
269,676
คน
และองค์การบริหารส่วนตำบลรับผิดชอบ ประชากรตั้งแต่
21
คน ถึง
45,189
คน
7
บุคลากรของท้องถิ่น
ปัจจุบันมีพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น ดังนี้ อบจ.
มีบุคลากรต่ำสุด
27
คน มีรายจ่ายเป็นเงินเดือน
3,685,204
บาท/ปี สูงสุด
155
คน มีรายจ่ายเป็นเงินเดือน
19,154,714
บาท/ปี เทศบาลมีบุคลากรต่ำสุด
4
คน มีรายจ่ายเป็นเงินเดือน
397,848
บาท/ปี สูงสุด
453
คน มีรายจ่ายเป็นเงินเดือน
72,850,691
บาท/ปี อบต. มีบุคลากรต่ำสุด
3
คน มีรายจ่ายเป็นเงินเดือน
270,840
บาท/ปี สูงสุด
15
คน มีรายจ่ายเป็นเงินเดือน
1,533,840
บาท/ปี
8
การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ทั่วถึง
สืบเนื่องจากมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน
7,950
แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนมาก ทำให้การกำกับดูแลจากผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอำเภอ ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ไม่สามารถตรวจติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ครบทุกแห่ง
ซึ่ง สตง. ทำได้เพียงร้อยละ
10ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.3
ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น
ตามบทบัญญัติ มาตรา
288
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน
กำหนดให้การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น
ต้องยึดหลักความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น
และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น
ปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นปัจจุบัน
ซึ่งมีบุคลากรจำนวน
132,652
คน
3.3.1
ปัญหาในเรื่องการโอนย้าย สามารถแบ่งออกเป็น
2
กรณี
1.
การโอนย้ายของพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้นอยู่กับผู้บริหารท้องถิ่น
ทำให้พนักงานส่วนท้องถิ่นไม่สามารถโอนย้ายไปตามที่ประสงค์
2.
กรณีเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารกับพนักงานส่วนท้องถิ่น
ไม่มีองค์กรมาช่วยเหลือในการทำหน้าที่โอนย้าย
3.3.2
ปัญหาความก้าวหน้าในอาชีพ สามารถแบ่งออกได้เป็น
1.
อำนาจการบริหารงานบุคคลขึ้นอยู่กับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และหากผู้บริหารท้องถิ่นไม่ยึดหลักคุณธรรม
จะส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของพนักงานส่วนท้องถิ่น เช่น
ไม่ยอมขึ้นเงินเดือนประจำปี ไม่ยอมขยายกรอบอัตราตำแหน่ง
ทำให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถก้าวหน้าตามระบบได้
2.
ลักษณะกายภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งมีขนาดต่างกันทำให้พนักงานส่วนท้องถิ่นไม่สามารถก้าวหน้าในสายงานของตนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
หากจะขอย้ายไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นซึ่งใหญ่กว่าเดิม
ก็อาจจะติดขัดในเรื่องผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขอย้ายไปไม่ยอมรับ
3.4
ปัญหาเกี่ยวกับการกำกับดูแล
1.
ส่วนราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแลท้องถิ่น อาทิเช่น สตง. จังหวัด อำเภอ
มีบุคลากรน้อย และงบประมาณไม่เพียงพอที่จะทำการตรวจสอบ
กำกับดูแลท้องถิ่น ซึ่งมีเป็นจำนวนมากได้อย่างทั่วถึง
โดยเฉพาะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
สามารถตรวจติดตามการเบิกจ่ายเงินของท้องถิ่นได้เพียงร้อยละ
10
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
2.
ผู้บริหารท้องถิ่นมีทัศนคติที่ไม่ยอมรับการปฎิบัติตามระเบียบ
ข้อบังคับและคำแนะนำของส่วนราชการ
โดยอ้างถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กล่าวถึงความเป็นอิสระของท้องถิ่น
ทั้งนี้ เนื่องจากขาดความเข้าใจอย่างแท้จริงในความแตกต่างระหว่าง
Autonomy
กับ
Independence
3.
ประชาชนในท้องถิ่นยังขาดความเข้าใจในสิทธิตามกฎหมายและวิธีการเข้ามากำกับ
ดูแลการดำเนินงานของท้องถิ่น
อีกทั้งองค์กรประชาชนก็ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ
3.5
ปัญหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
1.
การเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น
ประชาชนยังยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระบบอุปถัมภ์
2.
ประชาชนยังไม่มีการใช้สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการถอดถอนสมาชิกสภา /
ผู้บริหารท้องถิ่น หรือการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ทั้งนี้
เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่
และยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ในขั้นตอนและวิธีการปฎิบัติให้ชัดเจน
3.
ประชาชนยังขาดความเข้าใจที่ชัดเจนต่อการแบ่งขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะว่าเรื่องใดเป็นของรัฐบาล
เรื่องใดเป็นของท้องถิ่น ทำให้ไม่สามารถประเมินผลการปฎิบัติงานของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน
4.
ประชาชนยังขาดการมีส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่น
ทำให้ขาดพลังของประชาชนในการกำกับดูแลท้องถิ่น
4.
การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย
4.1
แนวความคิด
4.1.1
รูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง
เพื่อรองรับการกระจายภารกิจและอำนาจหน้าที่ตามแผนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และการปฎิรูประบบราชการไปพร้อมกัน
การเปลี่ยนแปลงจะต้องเป็นไปตามความเหมาะสม จำเป็น
และให้กระทบต่อประเด็นทางการเมืองน้อยที่สุด
4.1.2
รูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมควรปรับปรุงจะยังคงมี
3
ประเภทคือ
1.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ตาม
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
2528)
2.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด
(ตาม พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.
2540)
3.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างในเขตจังหวัด ได้แก่ เทศบาลนคร
เทศบาลทั่วไป เมืองพัทยา (ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา
พ.ศ.
2542)
4.2
หลักเกณฑ์การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง
4.2.1
เทศบาลนคร ได้แก่ เทศบาลนครเดิม
20
แห่ง หรือชุมชนที่มีประชากรตั้งแต่
100,000
คนขึ้นไป และความหนาแน่นไม่น้อยกว่า
3,000
คน/ตร.กม.
4.2.2
เทศบาลทั่วไป ได้แก่ เมืองพัทยา และเทศบาลเมือง
87
แห่ง ทั้งนี้ให้ยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาล และรวมเทศบาลกับ อบต.
เข้าด้วยกัน โดยถือเกณฑ์ประชากรตั้งแต่
20,000
คนขึ้นไป และมีรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนตั้งแต่
10
ล้านบาทขึ้นไปโดยมีเงื่อนไข ดังนี้
1.
อบต.ใดเข้าหลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาลดังกล่าวข้างต้น
ให้ยกฐานะเป็นเทศบาล
2.
อบต.ใดไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาล
จะต้องรวมกับเทศบาลที่มีพื้นที่ติดต่อกันหรือรวมกับอบต.
ที่มีพื้นที่ติดต่อกันในเขตอำเภอนั้นเพื่อยกฐานะเป็นเทศบาลขนาดใหญ่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
3.
อบต.ใดมีพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของตำบลเดิมอยู่ในเขตเทศบาลให้รวมกับเทศบาลนั้น
4.
สำหรับสภาตำบลที่มีอยู่เดิมให้รวมกับเทศบาลที่มีพื้นที่ติดต่อกันหรือรวมกับ
อบต. ที่มีพื้นที่ติดต่อกันในเขตอำเภอนั้น เพื่อยกฐานะเป็นเทศบาล
5.
ในเขตอำเภอใดเมื่อรวม อบต. และ / หรือ
สภาตำบลทั้งหมดแล้วยังไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาลก็ให้ยกฐานะเป็นเทศบาล
โดยมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งอำเภอได้
§
คาดว่าหลังจากการดำเนินการแล้วเทศบาลและอบต. ที่มีอยู่ทั้งหมด
7,948
แห่ง จะได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลประมาณ
2,500
แห่ง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจำนวนลดลง
5,448
แห่ง
§
ผลของการรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทำให้ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำ
จำนวนประมาณ
4,285
ล้านบาท
ซึ่งสามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาส่งผลถึงประชาชนโดยตรงได้มากขึ้น
4.3
รูปแบบสมาชิกสภาและผู้บริหารท้องถิ่น
4.3.1
เทศบาลนคร
มีสมาชิกสภาเทศบาลจำนวน
24
คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแบ่งเป็น
4
เขตๆ ละ
6
คน) นายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรีอีก
4
คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (เลือกเป็นทีม)
4.3.2
เทศบาลทั่วไป
มีสมาชิกสภาเทศบาล จำนวน
18
คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (แบ่งเขต
3
เขตๆ ละ
6
คน) นายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรีอีก
3
มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (เลือกเป็นทีม)
4.4
ยุทธศาสตร์การเข้าสู่โครงสร้างใหม่
4.4.1
เงื่อนระยะเวลา
§
ตรากฎหมายให้รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใน
4
ปี
§
ให้รัฐสภาอนุมัติกฎหมายภายในเดือนมิถุนายน
2546
เนื่องจากจะมี อบต.ที่จะครบวาระในเดือนกรกฎาคม
2546
จำนวน
617
แห่ง
ในเดือนมิถุนายน
2547
จำนวน
2,143
แห่ง และในเดือนมิถุนายน
2548
จำนวน
3,637
แห่ง
4.4.2
ประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลข่าวสารถึงผลดีของการยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาล
ดังนี้
1.เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกน็
ผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงในรูปแบบเทศบาล
2.ประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับบริการที่เท่าเทียมกันและมาตรฐานเดียวกัน
ภายใต้รูปแบบเทศบาลเหมือนกันหมด
3.รูปแบบเทศบาลมีความเข้มแข็งและมีโครงสร้างการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ
4.
ท้องถิ่นสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารงานประจำ
เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
5.
การรวม อบต.ยกฐานะเป็นเทศบาลจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการระดมทรัพยากรที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายทำให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น
6.การจัดสรรเงินรายได้ของรัฐบาลและเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่นจะเกิดความเป็นธรรม
มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน เนื่องจาก ขนาด จำนวนประชากร
และปริมาณงานไม่มีความแตกต่างกันมากเหมือนในปัจจุบัน
4.4.3
มาตรการด้านเงินอุดหนุน
รัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบายสร้างแรงจูงใจโดยการใช้มาตรการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นกรณีพิเศษ
(Special
grant)
ดังนี้
§
ท้องถิ่นใดมีการรวมเขตการปกครองตามที่กฎหมายกำหนด
จะจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นกรณีพิเศษก่อนท้องถิ่นอื่นที่ยังไม่มีการรวมตัว
§
การจัดสรรเงินอุดหนุนให้คำนึงถึงจำนวนตำบล หมู่บ้าน ในเขตพื้นที่
เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเม็ดเงินจะกระจายไปทุกตำบล หมู่บ้าน
แม้จะมีการยุบรวมเขตแล้วก็ตาม
4.4.4
ให้มีการจัดตั้งองค์กรในระดับจังหวัด
เพื่อทำหน้าที่ประสานงานการรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในเขตจังหวัด
ในระยะเวลา
4
ปี ตามที่กฎหมายกำหนดโดยมีองค์ประกอบในลักษณะเป็นไตรภาคี ได้แก่
ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน
4.4.5
ให้มีการแก้ไขกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น
1.
กฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจที่กำหนดเป้าหมายวงเงินให้ท้องถิ่นที่รายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ
35
ของรายได้รัฐบาลในปี
2549
โดยแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ม.
284)
ที่กำหนดให้มีการจัดสรรเงินรายได้ระหว่างรัฐกับท้องถิ่น
โดยคำนึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น
และระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเองเป็นสำคัญ
2.
พรบ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.
2542
ควรมีการแก้ไขเพื่อให้องค์กรกลางการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีอำนาจในการจัดการ
§
คัดเลือก แต่งตั้ง โยกย้าย
พนักงานส่วนท้องถิ่นที่ไม่อาจดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ปกติ
§
เป็นหน่วยประสานความต้องการอัตรากำลังคนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ
§
ให้ข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ สามารถโอนย้ายสับเปลี่ยน
หมุนเวียนกันได้อย่างคล่องตัวในระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเอง
เพื่อเปิดโอกาสให้มีการถ่ายเทบุคลากรระหว่างประเภทของท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความสามารถและอำนาจหน้าที่
ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
ยังคงเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา
288
บัญญัติให้การบริการให้การบริการงานบุคคลของท้องถิ่นต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น
และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน
3. การตรากฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตามรัฐธรรมนูญกำหนด
(ม.290)
4.
กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้ท้องถิ่นมีโอกาสในการจัดบริการสาธารณะให้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
4.4.6
มาตรการกำกับดูแลในเชิงรุก
1.
เน้นการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
โดยจัดระบบให้มีการผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง สตง.,
จังหวัดและอำเภอ
ให้สามารถตรวจสอบการบริหารงานของท้องถิ่นได้อย่างน้อยแห่งละ
1
ครั้งต่อปี
2.
ให้มีระบบและมาตรการในการหาข่าว
เพื่อตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและการทุจริตประพฤติมิชอบของท้องถิ่นและดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเฉียบพลันทันที
3.
ให้มีการกำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการสอบสวน
เรื่องร้องเรียนของท้องถิ่น อาทิเช่น
§
การกำหนดระยะเวลา และขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริง
§
การสอบสวนเพื่อให้ผู้บริหารพ้นจากตำแหน่ง หรือ ยุบสภาท้องถิ่น
§
การสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง ฯ ล ฯ
4.
การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานของท้องถิ่น
เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานและกำกับดูแล เช่น
มาตรฐานการจัดทำงบประมาณ การคลัง การพัสดุ การก่อสร้างประเภทต่างๆ
การสาธารณสุข การจัดการศึกษา
4.4.7.
การมีส่วนร่วมของประชาชน
1. จัดทำ
workshop
และใช้สื่อประชาสัมพันธ์ทุกประเภทโดยชี้ให้เห็นผลดีของการปรับโครงสร้าง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อเป็นการทดสอบและหยั่งเสียงประชาชนโดยทั่วไป
2.
กำหนดระเบียบการปฎิบัติงานเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานและกำกับดูแลการทำงานท้องถิ่น
เช่น
§
ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
§
ให้ประชาชนเข้ามาร่วมฟังการประชุมสภาท้องถิ่น
§
การเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับงบประมาณของท้องถิ่น
การรายงานการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยให้อำเภอ/
จังหวัด เป็นศูนย์ข้อมูลรวมข่าวสารของท้องถิ่น
§
การปักป้ายแสดงการก่อสร้างโครงการต่างๆ ของท้องถิ่น
§
การเปิดโอกาสให้ประชาชนและความคิดเห็นในโครงการที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
§
การประชาสัมพันธ์ขั้นตอนและวิธีการให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของท้องถิ่น
หรือ ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น
4.4.8
การพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่น
1.
จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น
โดยกำหนดความจำเป็นขั้นต่ำที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องพัฒนาบุคลากรตามสายงานต่างๆ
2.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องตั้งงบประมาณเพื่อพัฒนาบุคลากรไว้อย่างพอเพียง
3.
วางหลักเกณฑ์ความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย สถาบันการศึกษา
สถาบันการฝึกอบรม ทั้งภาครัฐและเอกชน
เพื่อพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นให้มีความรู้ความชำนาญ
ในการทำงานตามอำนาจหน้าที่ และภารกิจที่จะรับการถ่ายโอน
4.4.9
การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น
กำหนดเป็นหลักการให้ท้องถิ่นจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เพื่อแบ่งเบาภาระรัฐบาลตามแนวคิดทฤษฎีของการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยเน้นให้ท้องถิ่นมีแผนพัฒนาเกี่ยวกับ
·
การแก้ปัญหาความยากจน
·
การส่งเสริมการท่องเที่ยว
·
การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
·
การแก้ไขปัญหาสังคม เช่น ปัญหายาเสพติด
·
การสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลเบื้องต้น
·
การให้ความรู้ และการฝึกอบรมเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ฯลฯ
4.4.10
การแบ่งอำนาจหน้าที่ระหว่างกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ควรกำหนดบทบาทของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชการบริหารส่วนภูมิภาคให้มีความชัดเจน
เพื่อลดปัญหาความซับซ้อนในอำนาจหน้าที่โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้
1
กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ช่วยเหลืองานของกระทรวง
ทบวง กรม ส่วนราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ซึ่งยังคงมีอำนาจหน้าที่อยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ
(แม้แต่ในกรุงเทพมหานครก็ยังมีกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน)
2
กำนัน
ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง
ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งแตกต่างจากสมาชิกสภาท้องถิ่น
ที่มีหน้าที่ทางฝ่ายนิติบัญญัติ และควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร
(ในหมู่บ้านหนึ่ง
มีทั้งผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกสภาท้องถิ่นแต่ทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่แตกต่างกัน)
3
กำนัน
ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยราชการภาครัฐกับประชาชน เช่น
การนำข่าวสารของทางราชการไปแจ้งในที่ประชุมประชาชน
การนำข้อมูลเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนเบื้องต้นไปแจ้งแก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
เช่น การสำรวจสัมมโนประชากร การสำรวจพื้นที่ที่ประสบสาธารณภัย เป็นต้น
สำหรับอำนาจหน้าที่ของกำนัน-
ผู้ใหญ่บ้าน ที่สมควรแยกโดยเด็ดขาดกับท้องถิ่น มีดังนี้
1.
เป็นผู้จัดหมู่บ้าน ตำบลให้เป็นระเบียบเรียบร้อย (พ.ร.บ.
ลักษณะปกครองท้องที่ ม.
27)
และดูแลลูกบ้านให้ปฎิบัติหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎหมายหรือ
ระเบียบแบบแผนของทางราชการและประชุมชี้แจ้งข้อราชการแก่ราษฎร
(เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง)
2.
มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดในคดีอาญาตามหมายของทางราชการได้ด้วยตนเอง
(เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา)
3.
เป็นผู้ไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาท (พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ฯ ม.
27
ข้อ
19)
4.
เป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้งประจำตำบลหมู่บ้าน รับแจ้ง การเกิด การตาย
ย้ายที่อยู่ เป็นต้น พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร
5.
เป็นผู้รับรองการขอทำบัตรประจำตัวประชาชน ฯ ตามระเบียบ ปค.ว่าด้วยการจัดทำบัตรฯ
และเป็นพนักงานตรวจบัตรฯ ตามที่มีคำสั่งปฎิบัติหน้าที่ ณ. จุดตรวจนั้นๆ
6.
เป็นผู้สำรวจและจัดทำบัญชีสัตว์พาหนะ ตาม พ.ร.บ. สัตว์พาหนะ
7.
เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายตาม
พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติฯ และ พ.ร.บ.
สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
8.
เป็นคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตร
(เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา)
9.
ปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เช่น
จับทหารกองเกินที่ไม่มารับหมายเรียกหรือ ขาดการตรวจเลือกส่งอำเภอ
นำราษฎรไปแสดงตนเพื่อการตรวจเลือด เป็นต้น
10.
เป็นผู้ประสานพลังแผ่นดินในการทำสงครามกับยาเสพติด
การทุจริตประพฤติมิชอบ และความยากจน
11.
ปฎิบัติงานด้านการข่าว
12.
ภารกิจอื่นๆ ตามที่รัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด และอำเภอมอบหมาย
5.
การกำหนดพันธกิจ และภารกิจของรัฐและท้องถิ่น
5.1
พันธกิจของรัฐ
5.1.1
การจัดทำยุทธศาสตร์และการปฎิบัติตามยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
§
ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหายาเสพติด
§
ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน
§
ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาทุจริต
§
ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านต่างๆ เช่น
ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม
5.1.2
ภารกิจของรัฐโดยเด็ดขาดโดยดำเนินการผ่านราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
(จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน)
1.
ความมั่นคงและการรักษาความปลอดภัย
§
การต่างประเทศ
§
การป้องกันประเทศ
§
ความมั่นคงภายใน
§
กิจการยุติธรรม
§
การพัฒนาและรักษาความสงบเรียบร้อยในระดับตำบลและหมู่บ้านโดยกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน
§
การทะเบียนราษฎร และการทะเบียนที่เกี่ยวกับความมั่นคง
2.
การศึกษา
§
ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ< |